แมลงกัด

สำรวจพื้นที่ฟรี ที่เบอร์ 02 290 8500  หรือ ติดต่อเรา

เราปกป้องบ้านและทรัพย์สินของคนไทยจากสัตว์รบกวนมามากกว่า 30 ปี

พนักงานบริการทุกคนได้รับการอบรมและผ่านการรับรองในการกำจัดสัตว์รบกวน

นวัตกรรมการกำจัดสัตว์รบกวนของเรามีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ทั้งต่อคนและสัตว์เลี้ยง

การป้องกันและการบำบัดรักษาการกัดจากแมลง

แมลงกัด มักจะกินอาหารโดยเจาะเข้าไปในเส้นเลือดผ่านผิวหนังของมนุษย์หรือสัตว์ พวกมันหาแหล่งอาหารที่เหมาะสมผ่านประสาทสัมผัสความร้อน กลิ่น และการมองเห็น แมลงบางชนิดจะกินอาหารอย่างรวดเร็วและหนีไป ในขณะที่แมลงอีกหลายชนิดชอบหาที่ซ่อนบริเวณร่างกายของเหยื่อและอยู่จนกว่าจะกินจนอิ่ม และจากไปต่อเมื่อตัวบวมไปด้วยเลือดแล้วเท่านั้น

ไม่ว่ามันจะหาเหยื่อและกินอาหารอย่างไร แมลงกัดก็ทำให้เกิดตุ่มแดงคัน อักเสบ เจ็บปวด และยังเป็นตัวนำพาโรคร้ายแรงหลายชนิดที่มีผลกระทบต่อคนทั่วโลก

ทำไมแมลงกัดถึงคัน?

แมลงกัดแล้วคัน เพราะร่างกายของคุณมีปฏิกริยาตอบสนองกับน้ำลายที่แมลงปล่อยออกมาขณะกัดคุณ

แมลงกัด มีโครงสร้างของปากที่ซับซ้อน และแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ บางชนิดอาจมีส่วนที่เหมือนเข็มเจาะเข้าไปในผิวหนัง และส่วนอื่นๆ ที่เป็นรอยหยักเพื่อเลื่อยผิวหนังเข้าไปหาเส้นเลือด

พวกมันมีทางลำเลียงอาหารในการดูดเลือด และช่องปล่อยน้ำลายที่มีสารต้านการแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดไม่หยุดไหล และสารประเภทยาชา ทำให้คุณไม่รู้สึกถึงการกัด เพื่อให้คุณไม่ไปรบกวนมันเวลากินอาหาร

ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายรู้ว่า มีสิ่งแปลกปลอมเข้ามา จึงผลิตสารฮิสตามีนขึ้นเพื่อเป็นกลไกป้องกัน ซึ่งทำให้เกิดอาการคันและอักเสบขึ้น

ปฏิกริยาต่อการกัด

ปฏิกริยาต่อการกัดของคนนั้นแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความอ่อนไหวของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย และขึ้นอยู่กับว่าเคยถูกกัดมาก่อนหรือไม่

อาการคันหรือแดง อาจใช้เวลาเป็นชั่วโมงหรือหลายวันเพื่อแสดงอาการ ทำให้บอกได้ยากว่าถูกตัวอะไรกัด ในกรณีนี้คุณต้องหาปัจจัยอื่นๆ มาพิจารณาว่าอะไรเป็นต้นเหตุของรอยกัดนั้น

ส่วนประกอบของปากยุงตัวเมีย

คำอธิบาย:
a — หนวด
c — ตาแบบรวม
lb — ริมฝีปากล่าง
lr — ริมฝีปากบน
md — กราม
mx — ฟัน
hp — ลิ้น

ที่มา: Wikimedia commons: Xavier Vázquez.

หมัด (Fleas)

หมัดเป็นแมลงที่ไม่มีปีก ขนาดตัวเต็มวัยยาว 3-4 มม. เป็นแมลงที่คล่องแคล่วและกระโดดเก่ง

หมัดเป็นสัตว์ที่กระโดดได้ไกลที่สุดชนิดหนึ่งเมื่อเทียบจากสัดส่วนของตัว และแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็วภายในอาคาร

หมัดมีหลายชนิดที่ส่งผลกระทบกับมนุษย์ สัตว์เลี้ยง และสัตว์อื่นๆ โดยพบได้ทั่วไปในสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ พวกมันมักชอบเหยื่อชนิดใดชนิดหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ก็จะลองกัดเพื่อทดสอบดูว่าเหยื่อนั้นเหมาะสมหรือไม่ก่อนจะผละออกไป

สัตว์ทั่วไปที่นำพาหมัดเข้ามาสัมผัสกับมนุษย์ ได้แก่

  • แมว
  • สุนัข
  • หนูท่อ
  • หนูบ้าน
  • จิ้งจอก
  • นก
  • กระต่าย

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหมัดสายพันธุ์ต่างๆ ในหน้าสายพันธุ์หมัด

หมัดกัด

หมัดกัด มีลักษณะคล้ายแมลงอื่นกัด แต่ก็ยังมีข้อสังเกตบางประการที่สามารถแยกรอยกัดของหมัดจากแมลงอื่นได้

การสังเกตรอยหมัดกัด: 

  • เป็นจุดสีเข้มขนาดเล็ก ล้อมรอบด้วยสีแดง มีอาการบวมน้อยกว่ารอยกัดของแมลงชนิดอื่น
  • รอยหมัดกัด มักพบบริเวณเท้าหรือขาช่วงล่าง ส่วนมากจะรู้สึกทันทีที่โดนกัด หมัดหนึ่งตัวจะกัดหลายครั้งในบริเวณเดียวกัน
  • รอยหมัดกัดมักไม่เจ็บ แต่จะคันมาก

การรักษารอยกัด: 

  1. อย่าเการอยกัด เพราะจะทำให้ปัญหาหนักขึ้น
  2. ทำความสะอาดรอยกัดด้วยสบู่และน้ำอุ่น
  3. ใช้สเปรย์ฆ่าเชื้อหรือโลชั่นบริเวณรอยกัดเพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ
  4. ประคบเย็นบริเวณรอยกัดเพื่อลดอาการบวม
  5. รับประทานยาแก้แพ้เพื่อลดอาการคัน

โรคจากหมัด

การถูกหมัดกัด อาจนำไปสู่การติดเชื้อโรคอันตรายบางชนิด

โรคที่คุณอาจได้รับจากหมัด มีดังนี้

  • กาฬโรคต่อมน้ำเหลือง (Bubonic plague)
  • ไข้รากสาดใหญ่จากหนู (Murine typhus)
  • โรคทุงจิอาสิส (Tungiansis)
  • โรคทูลารีเมีย (Tularemia)

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคที่แมลงเป็นพาหะที่นี่

ยุง (Mosquitoes)

ยุง มีมากกว่า 3,500 สายพันธุ์ทั่วโลก หลายสายพันธุ์เป็นพาหะนำโรคที่มีผลกระทบต่อคนมากกว่า 700 ล้านคนต่อปี และเป็นสาเหตุการตายของคนอย่างน้อยสองล้านคน

ยุงตัวเมียและตัวผู้

เฉพาะยุงตัวเมียเท่านั้นที่กินเลือด เนื่องจากมีส่วนประกอบของปากแบบพิเศษ ซึ่งสามารถเจาะเข้าไปในผิวหนังของสัตว์ชนิดอื่นได้ และมันก็สามารถกินน้ำหวานจากต้นไม้ได้ด้วยเช่นกัน

องค์ประกอบของปากยุงตัวผู้มีไว้สำหรับกินน้ำหวานจากพืชเท่านั้น และไม่สามารถเจาะเข้าไปในผิวหนังสัตว์อื่นได้ ดังนั้น ยุงตัวเมียจึงเป็นพาหะนำโรคสู่มนุษย์และสัตว์อื่น

ยุงตัวเมีย หาเหยื่อโดยสัมผัสคาร์บอนไดออกไซด์ในลมหายใจ เหงื่อ และกลิ่นตัว โดยมักหากินตอนหัวค่ำหรือกลางคืน แต่ก็อาจมีข้อยกเว้นบ้าง

รอยยุงกัด

รอยยุงกัด มีลักษณะเป็นตุ่มคันบนผิวหนัง แต่ละคนจะมีอาการบวมไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปฏิกริยาโต้ตอบของระบบภูมิคุ้มกัน

วิธีการป้องกันยุงกัด

  • ปิดคลุมผิวหนัง: ใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว รองเท้า และหมวก
  • หลีกเลี่ยงสีสด: สีสดจะดึงดูดยุง
  • หลีกเลี่ยงกลิ่นฉุน: กลิ่นฉุน เช่น น้ำหอมและผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นเป็นสิ่งดึงดูดยุง
  • ช้สารไล่แมลง: ใช้เจลและสเปรย์ที่มีสาร DEET หรือสารไล่แมลงอื่นๆ จุดยากันยุงแบบขดหรือเทียนตะไคร้หอมเพื่อไล่ยุง
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีน้ำนิ่ง: ยุงขยายพันธุ์ในน้ำไหลเอื่อยหรือน้ำนิ่ง การกำจัดสิ่งเหล่านี้จากบริเวณบ้าน แม้ในภาชนะขนาดเล็กก็ตาม จะช่วยลดการขยายพันธุ์ของยุงได้
  • หลึกเลี่ยงต้นไม้: หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีต้นไม้หนาแน่นซึ่งยุงชอบมาชุมนุมกัน
  • นอนในมุ้ง: เมื่ออยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือชนบท การใช้มุ้งเป็นวิธีที่ได้ผลในการป้องกันยุงระหว่างนอน โดยอาจจะชุบสารฆ่าแมลงเพื่อกำจัดยุงหากบินมาเกาะมุ้ง

การรักษายุงกัด

ยุงกัด สามารถรักษาได้ ดังนี้

  1. ทำความสะอาดบริเวณที่ยุงกัดด้วยสบู่และน้ำ: ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดในการรักษายุงกัด
  2. ใช้ประคบเย็น:อาการบวมจะลดลงทันทีด้วยการประคบเย็น เช่น ใช้ผ้าห่อน้ำแข็ง (อย่าให้น้ำแข็งสัมผัสผิวโดยตรง)
  3. ใช้ยาแก้แพ้: อาการคันและบวมสามารถรักษาได้ด้วยครีมแก้แพ้ ถ้าถูกกัดมากสามารถกินยาแก้แพ้ช่วยได้
  4. อย่าเกา: หลีกเลี่ยงการเกา เนื่องจากจะยิ่งเพิ่มอาการคันและอาจติดเชื้อได้

โรคที่ยุงเป็นพาหะ

ความกังวลอีกอย่างนอกจากยุงกัดคือ มันสามารถแพร่โรคเหล่านี้ได้

  • มาลาเรีย (Malaria)
  • ไข้เลือดออก (Dengue)
  • ชิคุนกุนยา (Chikunguya)
  • ไข้เหลือง (Yellow Fever)
  • ไข้สมองอักเสบ (Japanese encephalitis)
  • ไวรัสซิกา (Zika virus disease)
  • โรคเท้าช้าง (Lymphatic filariasis/elephantiasis)

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคที่ยุงเป็นพาหะ

ตัวเรือด (Bed Bugs)

เป็นไปได้มากว่าคุณอาจนำตัวเรือดกลับมาจากโรงแรม เพราะมันสามารถคลานขึ้นกระเป๋าเดินทางและเสื้อผ้าได้ มันอาจขึ้นมาบนเครื่องนอนและเฟอร์นิเจอร์ แล้วแพร่ระบาดไปทั่วอาคาร โดยคลานไปตามรูบนผนัง เช่น ช่องสายไฟหรือตามท่อ

รอยกัดของตัวเรือด

ตัวเรือด มักหากินตอนกลางคืน แต่ถ้ามันหิวก็สามารถออกหาเหยื่อได้ทุกเวลา พวกมันหาเหยื่อผ่านทุกประสาทสัมผัส โดยตรวจจับความร้อน คาร์บอนไดออกไซด์ และกลิ่นตัว

ตัวเรือดใช้เวลากินอาหาร 5-10 นาทีจนตัวอิ่มไปด้วยเลือด และหากไม่ถูกรบกวน สามารถใช้เวลาบนตัวเหยื่อได้ถึง 20 นาที หลังกินเสร็จจะกลับไปยังที่อยู่ของมัน

การสังเกตรอยกัดของตัวเรือด

  • มีลักษณะเป็นตุ่มเล็กแบน นูนเล็กน้อยบนผิว
  • มักพบรอยกัดเป็นแถวหรือแนว บริเวณแขนหรือขา
  • การพบรอยตัวเรือดกัดหลายกลุ่มตามร่างกาย บ่งบอกว่ามีตัวเรือดหลายตัว

การรักษาตัวเรือดกัด

ตัวเรือดไม่ใช่สัตว์นำโรค ดังนั้นการรักษาเดียวคือ หยุดอาการคัน ซึ่งมักไม่ค่อยเกิดการอักเสบ ถ้าเกิดอาการคันมาก สามารถนำผลิตภัณฑ์ทั่วไปตามร้ายขายยาสำหรับรักษาอาการคันมาใช้ได้ กรณีที่อักเสบ ควรพบแพทย์ที่สามารถการรักษาอาการได้อย่างเหมาะสม และคนจำนวนมากไม่มีอาการเมื่อถูกตัวเรือดกัด จึงไม่จำเป็นต้องทำการรักษาใดๆ

การป้องกันตัวเรือดกัด

ถ้าคุณกังวลว่าจะนำตัวเรือดกลับมาจากการเดินทาง คุณสามารถปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเรือดเข้าบ้านและกินเลือดคุณในตอนกลางคืน

  • ทิ้งกระเป๋าเดินทางไว้ในโรงรถหรือห้องน้ำ เพราะตัวเรือดไม่ชอบกระเบื้องหรือคอนกรีต และจะเห็นมันบนพื้นผิวแข็งได้ง่ายกว่าบนพรม
  • หากคุณกังวลมาก ให้ถอดเสื้อผ้าไว้ในโรงรถหรือห้องน้ำ แล้วนำเสื้อผ้าไปซักทันที
  • ซักและทำให้ผ้าแห้งด้วยอุณภูมิที่สูงที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะตัวเรือดไม่ชอบความร้อน
  • ดูดฝุ่นในบ้านและเฟอร์นิเจอร์ให้ทั่ว จะช่วยลดปัญหาจากตัวเรือดได้ เพราะเป็นการกำจัดทั้งตัวเต็มวัยและไข่ของมัน

กังวลเกี่ยวกับตัวเรือดในโรงแรมหรือหอพักของคุณใช่หรือไม่? ปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้เพื่อป้องกันไม่ให้มันกัดแขกของคุณ

  • อบรมพนักงานให้สามารถหาสัญญาณของตัวเรือดได้
  • กำหนดให้การตรวจสอบหาตัวเรือดเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการทำความสะอาด

แมลงวัน (Flies)

ริ้นและเหลือบ (Midges and gnats)

คำว่า "ริ้น" และ "เหลือบ" เป็นศัพท์กว้างๆ ที่ใช้เรียกแมลงวันประเภทหนึ่ง รวมทั้งแมลงวันทรายและแมลงริ้นดำ ส่วนใหญ่เป็นแมลงที่มีตัวอ่อนอยู่ในน้ำ

แมลงวันกัด

ต้องเข้าใจว่าไม่ใช่แมลงวันทุกชนิดที่จะกัด บางชนิดใช้ชีวิตโดยไม่ได้กินเลือดมนุษย์ อย่างไรก็ตามมีแมลงวันบางสายพันธุ์ ที่ดำรงชีพด้วยการกินเลือดของพวกเรา ได้แก่

  • ริ้นฝอยทราย (Sand Fly)
  • แมลงริ้นดำ (Black Fly)
  • แมลงวันคอกสัตว์/เหลือบ (Horse Fly)
  • ริ้นภูเขา (Highland midge)

การรักษารอยแมลงวันกัด

  1. ล้างรอยกัดด้วยสบู่และน้ำอุ่น
  2. ใช้ครีมฆ่าเชื้อหรือสเปรย์ฆ่าเชื้อบริเวณรอยกัดหลังล้างแล้ว
  3. ประคบน้ำแข็งประมาณ 15 นาที วันละหลายๆ ครั้ง
  4. หลีกเลี่ยงการเกา เพื่อไม่ให้เป็นแผลถลอกและติดเชื้อ

แมลงวันบางชนิดกัดแล้วจะทำให้เลือดออก เช่น เหลือบม้า ในกรณีนี้ให้ใช้พลาสเตอร์ปิดหลังทำความสะอาดแผลแล้ว ถ้าเลือดไหลไม่หยุดแนะนำให้ไปพบแพทย์

การป้องกันแมลงวันกัด

  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในตอนกลางวันที่มีแมลงพวกนี้มากๆ
  • ใส่เสื้อผ้าปิดคลุมหรือใส่เสื้อแขนยาวเมื่อออกนอกบ้าน
  • ใช้ยาไล่แมลงก่อนออกนอกบ้าน
  • นำขยะไปทิ้ง ทำความสะอาดถ้วยและจานที่ไม่สะอาดเป็นประจำ - แมลงวันมักชอบของที่เน่าเสีย
  • ติดตั้งมุ้งลวดหน้าต่างและประตูเพื่อกันแมลง

แมง (Arachnids)

ในการจำแนกสิ่งมีชีวิต สัตว์ประเภท "แมง" เป็นสิ่งมีชีวิตคนละชั้นกับ "แมลง" โดยมีลักษณะต่างกันคือ มีแปดขา และร่างกายสองส่วน (ส่วนท้องและส่วนของหัวที่เชื่อมกับส่วนอก)

สัตว์ในกลุ่มนี้สามารถแยกจากแมลงได้ง่าย เพราะแมลงมีหกขา มีร่างกายสามส่วน (หัว อก และท้อง) และหนวดหนึ่งคู่ สัตว์ทั้งสองชนิดอยู่ในไฟลัมอาร์โทรพอด (Arthropod) ซึ่งเป็นกลุ่มของสัตว์ที่มีเปลือกหรือโครงกระดูกภายนอกเหมือนกัน

สัตว์ในกลุ่มแมงมีหลายชนิดที่เป็นสัตว์รบกวนมนุษย์ เช่น เห็บ ไร แมงป่อง และแมงมุม

ผีเสื้อกลางคืน (Moths)

จากทั้งหมดประมาณ 160,000 สายพันธุ์ มีผีเสื้อกลางคืนเพียงสกุลเดียวคือ สกุลผีเสื้อแวมไพร์ Calyptra เท่านั้นที่กัดและกินเลือดสัตว์

ผีเสื้อกลางคืนมีประมาณ 19 สายพันธุ์ที่เรียกว่า ผีเสือแวมไพร์ แต่มีเพียงสายพันธุ์เดียวเท่านั้นที่สามารถเจาะผิวของมนุษย์ได้ คือ Calyptra thalictri

ผีเสื้อกลางคืนชนิดนี้ต่างกับยุง เนื่องจากมีเฉพาะตัวผู้เท่านั้นที่กินเลือด

มีรายงานว่าผีเสื้อกลางคืนกัดมนุษย์น้อยมากและเป็นที่รู้จักเพียงเคสเดียวเท่านั้น ซึ่งอยู่ในการทดลองโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียชื่อ วลาดิเมียร์ โคโนเนนโก ในปี พ.ศ.2542

ผีเสื้อกลางคืนสายพันธุ์นี้อยู่ในพื้นที่ที่แตกต่างกันออกไป เช่น ประเทศไทย เทือกเขาอูราล และทางใต้ของยุโรป

ในปี พ.ศ.2550 มีหนังสือพิมพ์หลายฉบับรายงานเหตุการณ์ผีเสื้อกลางคืนกัด ต่อมาในฟินแลนด์และสวีเดน และไม่คิดว่าจะมีความเสี่ยงใดๆ ต่อมนุษย์

เห็บ (Ticks)

เห็บมีทั้งหมด 900 สายพันธุ์ ทั้งหมดเป็นปรสิตที่กินเลือดสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก และอาจมีบางชนิดที่กินเลือดสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำด้วย

พฤติกรรม

เห็บ อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีหญ้าขึ้นสูงและหนาทึบ พวกมันรับรู้เหยื่อจากการจับลมหายใจ กลิ่นตัว ความร้อนจากร่างกาย ความชื้น และแรงสั่นสะเทือนจากอวัยวะรับประสาทสัมผัสที่ขาคู่หน้า

เห็บไม่ออกหาเหยื่อ แต่จะเฝ้ารอ โดยขึ้นไปบนยอดหญ้าหรือปลายใบไม้ และยกขาคู่หน้าขึ้นรอเหยื่อเดินผ่านแล้วเกาะลงบนตัวเหยื่อ โดยเรียกท่านี้ว่า "ท่ารอเหยื่อ" หลังจากนั้นมันจะเดินไปตามตัวเหยื่อเพื่อหาจุดที่จะกินเลือด เช่น บริเวณผิวหนังที่อ่อนนุ่ม

เห็บบนสันใบหญ้า

เห็บบนสันใบหญ้ายืดขาหน้าออกในท่ารอเหยื่อ
ที่มา: Wikimedia Commons: Mcvoorhis
https://commons.wikimedia.org/wiki/File:20140704-TickWaitingOnGrassBlade-CentralMA-USA.JPG

วิธีการป้องกันเห็บกัด 

คุณสามารถใช้มาตรการลดการแพร่กระจายของเห็บในบริเวณที่มีเห็บรบกวน

  • หลีกเลี่ยงบริเวณต้นหญ้าขึ้นสูงและหนาแน่น และให้สัตว์เลี้ยงอยู่ห่างบริเวณดังกล่าว
  • กำจัดพืชที่อยู่ใกล้อาคาร
  • ไม่เข้าใกล้สัตว์ที่เป็นเหยื่อของเห็บ เช่น กระรอก หนูบ้าน หนูท่อ และสัตว์ฟันแทะอื่นๆ รวมทั้งกวาง เนื่องจากกวางมีเห็บที่นำพาโรคลัยม์
  • ใช้สารไล่ยุง เช่น DEET ซึ่งสามารถไล่เห็บได้ด้วย
  • สอดขากางเกงเข้าไปในรองเท้าหรือถุงเท้าเพื่อกันไม่ให้เห็บปีนขึ้นมาสัมผัสผิวได้
  • ถ้ามีการออกไปบริเวณที่มีเห็บ ควรตรวจสอบร่างกายทุกวัน
  • ใส่เสื้อผ้าสีอ่อนเพื่อให้มองเห็นเห็บได้ง่าย

การเอาเห็บออก 

การเอาเห็บออกอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อไม่ให้ชิ้นส่วนของปากมันยังอยู่ในผิวหนัง ไม่บีบของเหลวจากร่างกายเข้าไปในรอยกัด หรือ ทำให้มันกลับเข้าไปในรอยกัด เพราะจะทำให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

วิธีเอาเห็บออก

  1. ใส่ถุงมือ ใช้ผ้า หรือทิชชู่ เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากการสัมผัสเห็บ
  2. ใช้แหนบปลายแหลมหรือเครื่องมือกำจัดเห็บที่มีขายทั่วไป
  3. หนีบเห็บในบริเวณใกล้กับผิวหนังมากที่สุด พยายามดึงส่วนปากออกด้วยถ้าเป็นไปได้
  4. ค่อยๆ ดึงเห็บออกมาตรงๆ จนกว่าส่วนปากจะหลุดออกมาด้วย
  5. ล้างมือด้วยสบู่และน้ำ ทำความสะอาดบริเวณที่ถูกกัดด้วยสบู่และน้ำ หรือยาฆ่าเชื้อ
  6. ควรพบแพทย์หากคุณไม่สามารถดึงเห็บออกมาจากผิวได้ทั้งหมด

อย่า

  1. บิดตัวเห็บ — เพราะจะทำให้ส่วนปากฉีกและยังคงอยู่ในผิวหนัง
  2. ใช้สาร เช่น แอลกอฮอล์ เจล ขี้ผึ้ง หรือปิโตรเลียมเจลลีเพื่อพยายามให้เห็บหลุดออก เพราะมันจะยิ่งทำให้เห็บกลับเข้าไปกัดอีกและทำให้เกิดการติดเชื้อ
  3. ใช้ไฟ จะยิ่งทำให้เห็บกัดแน่นและแพร่เชื้อโรคเข้าไปในผิวหนัง
  4. เการอยกัด เพราะจะยิ่งทำให้ติดเชื้อและบวมกว่าเดิม

โรคจากเห็บ

เห็บ เป็นพาหะของไวรัส แบคทีเรีย และโปรโตซัวหลายชนิด ซึ่งทำให้การวินิจฉัยและการรักษาทำได้ยากขึ้น

  • โรคลัยม์ (Lyme disease)
  • โรคไข้สมองอักเสบจากเห็บ (Tick-borne encephalitis)
  • ไข้พุพองเทือกเขาร็อกกี้ (Rocky Mountain Spotted Fever)
  • โรคเออร์ลิชิโอสิส (Ehrlichiosis)
  • ไข้เห็บโคโลราโด (Colorado Tick Fever)
  • โรคอัมพาตจากเห็บ (Australian paralysis tick)
  • โรคไข้เลือดออกไครเมียน-คองโก (Crimean-Congo haemorrhagic fever)

สาขาบริการที่ใกล้บ้านคุณ

ตัวไร (Mites)

ตัวไร มีความใกล้เคียงกับเห็บ มีทั้งหมดเกือบ 50,000 สายพันธุ์ ส่วนใหญ่เป็นแมลงขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่หลากหลาย หลายชนิดเป็นสัตว์รบกวนพืชและสัตว์ เช่น ผึ้งและนก แต่มีจำนวนน้อยมากที่รบกวนมนุษย์

ไรฝุ่นบ้าน ไม่ได้กัดมนุษย์โดยตรง แต่จะกินเศษสะเก็ดผิวหนังของมนุษย์และสัตว์เลี้ยง คราบและมูลของไรฝุ่นสามารถทำให้เกิดภูมิแพ้ได้ในมนุษย์ โดยมีอาการเหมือนแพ้ละอองเกสร หอบหืด และผื่นแพ้ผิวหนัง

หิด (Scabies)

หิด (Sarcoptes scabiei) เป็นไรประเภทปรสิตขนาดยาวประมาณ 0.5 มม. ที่ขุดผิวชั้นนอกเพื่อกินเซลล์ผิว วางไข่ครั้งละ 10-25 ใบ ซึ่งจะฟักจากผิวหนังภายใน 3-4 วัน และย้ายไปยังส่วนอื่นของร่างกายเป็นวัฏจักร

การติดเชื้อทำให้เกิดอาการคันซึ่งเกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อสารคัดหลั่งจากตัวมัน โดยอาจใช้เวลาถึงแปดสัปดาห์จึงจะออกอาการ

หิดติดต่อได้ง่ายมาก โดยเฉพาะคนที่อยู่ในบ้านเดียวกันสามารถติดต่อกันได้ง่าย

วิธีจัดการหิดโดยทั่วไป คือ การใช้สารฆ่าแมลง permethrin malathion และ lindane อย่างไรก็ตาม สารเหล่านี้มีผลข้างเคียงและควรปรึกษาแพทย์ในการใช้

โรคริคเก็ตเซียลพอกซ์ (Rickettsialpox)

โรคริกเกตเซียลพอกซ์ เกิดจากแบคทีเรีย Rickettsia akari ซึ่งมีไรหนูบ้านเป็นพาหะ เมื่อหนูตายหรือโดนกำจัด มันจะหาเหยื่อใหม่รวมถึงมนุษย์ การติดเชื้อเกิดจากการโดนตัวไรกัด

โรคริกเกตเซียลพอกซ์ ถือว่าเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรง ใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์จึงจะหาย อาการแรกเริ่มคือ เป็นตุ่มรอบๆ รอยกัด ซึ่งจะปรากฏขึ้นประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังถูกกัด และกลายเป็นรอยสะเก็ดสีดำ

สาขาบริการที่ใกล้บ้านคุณ